เสียงคนรุ่นใหม่เริ่มดังขึ้น ผู้นำโลกรับฟัง แต่การลดโลกร้อนยังล่าช้า
คนรุ่นใหม่คือความหวังของอนาคต แต่ในอนาคต ความหวังของพวกเขาริบหรี่ยิ่งนัก เพราะความล่าช้าในการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศโลก ทำให้เราเข้าใกล้เส้นตายของการสกัดกั้นไม่ให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นถึง 1.5 องศาเซลเซียส มากขึ้นทุกที โดยที่แทบไม่มีความหวังว่าเราจะแก้ไขอะไรได้ทันการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดก๊าซเรือนกระจก
เกรต้า ธันเบิร์ก (Greta Thunberg) ซึ่งเป็นเสมือนผู้ถือธงนำขบวนการเยาวชนกดดันให้ "ผู้ใหญ่" ลงมือแก้ปัญหาจริง ๆ จัง ๆ ปรากฎตัวในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 25 หรือ COP 25 ที่กรุงมาดริด หลังจากที่เธอดั้นด้นเดินทางมาด้วยเรือใบที่ไร้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก
เหมือนกับทุกครั้งที่เธอปรากฎตัวในที่ประชุมระดับโลกว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อม เกรต้าแสดงความไม่พอใจที่ทุกอย่างเป็นไปอย่างล่าช้า ในคราวนี้เธอไม่ได้แสดงอาการเกรี้ยวกราด และดูมีวุฒิภาวะมากขึ้นในการควบคุมอารมณ์ แต่น้ำเสียงของเธอสะท้อนความผิดหวังอย่างมากโดยเธอกล่าวว่า การชุมนุมนัดหยุดเรียนประท้วงของนักเรียนทั่วโลก หรือ School strike for the climate ไม่บรรลุผลสำเร็จ เพราะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงเพิ่มขึ้น
เกรต้า บอกว่า คนหนุ่มสาวจะยังคงเป็นพลังที่โดดเด่นในการผลักดันการแก้ปัญหา แต่พวกเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวแบบนี้ตลอดไป พวกเขาต้องการที่จะหยุดเหมือนกัน แต่จะหยุดได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลมีคำมั่นสัญญาที่น่าเชื่อถือ และแสดงความเต็มใจที่จะลงมือแก้ปัญหา
“เราไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้ไปตลอด มันไม่ใช่เรื่องที่ยั่งยืนที่เด็ก ๆ จะหยุดเรียน และเราไม่ต้องการดำเนินการต่อ เราอยากจะเห็นการลงมือทำสักอย่างจากผู้มีอำนาจ ผู้คนทุกวันนี้กำลังทุกข์ทรมานและใกล้จะตาย เราไม่สามารถรอได้อีกต่อไป” เกรต้าบอก (1)
เธอยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า COP 25 จะเข้าถึงสิ่งที่เป็นรูปธรรมและเพิ่มความตระหนักในหมู่ผู้คนและผู้นำโลก และย้ำด้วยว่าผู้มีอำนาจต้องเข้าใจถึงความเร่งด่วนของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เพราะเกรต้าบอกว่า "ตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น"
คำพูดของเกรต้าสะท้อนว่า การแก้ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้มาจากการชุมนุมประท้วงกดดัน เพราะดูเหมือนว่ารัฐบาลต่าง ๆ จะไม่สนใจต่อแรงกดดันนั้น และดูเหมือนเธอเข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่งว่าการแก้ปัญหาโลกร้อนที่ได้ผลที่สุด คือการแสดงความตั้งใจและลงมือทำจริง ๆ จัง ๆ ของรัฐบาลต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม แม้เธอจะแสดงอาการถอดใจ แต่ยังอาจมองได้ว่าท่าทีดังกล่าวเป็นการถอยออกมาให้คนรุ่นใหม่คนอื่น ๆ ได้แสดงพลังมากขึ้นต่างหาก ซึ่งเกรต้าบอกในงานแถลงข่าวที่มาดริดว่า “ฉันเป็นเพียงนักกิจกรรมคนหนึ่ง และเราต้องการนักเคลื่อนไหวมากขึ้น” และในงานแถลงข่าวเธอออกตัวว่าต้องการให้คนหนุ่มสาวคนอื่น ๆ ได้มีโอกาสพูดบ้าง
สื่อสายอนุรักษ์นิยมและสื่อในสายที่กังขาต่อปัญหาโลกร้อนต่างประโคมข่าวว่าขบวนการเยาวชนอาจมาถึงทางตันแล้ว ส่วนในที่ประชุม COP 25 หลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์เรายังไม่เห็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมนัก แต่นอกเวทีการประชุม COP 25 เรากลับเห็นการแสดงพลังของคนหนุ่มสาวที่คึกคัก เช่น การชุมนุมที่มาดริดมีผู้เข้าร่วมถึง 25,000 - 35,000 คน (2)
ความเคลื่อนไหวของเยาวชนจึงไม่ได้อ่อนแรงลง และเกรต้าเพียงแต่ถอยฉากออกไปให้เยาวชนคนอื่นได้มีพื้นที่ได้แสดงเจตนารมณ์ ตรงกันข้ามเสียงของพวกเขาได้รับการยอมรับมากขึ้น
เช่นเดียวกับที่องค์การสหประชาชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการผลักดันการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนได้กล่าวว่า เด็กและเยาวชนควรเป็นหัวใจของการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดย อันโตนิโอ กูเตียร์เรซ (Antonio Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า คนหนุ่มสาวทำให้เรื่องสิทธิมนุษยชนมีชีวิตชีวาขึ้น เพราะคนหนุ่มสาวทั่วโลกกำลังเดินขบวน รวมพลังกัน และพูดความในใจออกมา เพื่อสิทธิในสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ ซึ่งคำกล่าวนี้ยืนยันโดยสหประชาชาติว่า ที่ประชุม COP 25 ได้ยอมรับฟังเสียงของคนรุ่นใหม่แล้ว (3)
เลขาธิการสหประชาชาติยังชี้ให้เห็นว่า ในเวลานี้เกิดภาพที่ขัดแย้งระหว่างรัฐบาลที่ไม่ยอมลงมือทำอะไรกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่แสดงความเป็นผู้นำและออกมาเคลื่อนไหว อีกทั้งเทคโนโลยีก็มีอยู่พร้อมสรรพ สิ่งที่รออยู่คือเจตนารมณ์ทางการเมืองเท่านั้นในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดการสนับสนุนพลังงานฟอสซิล (4)
ขณะที่มิเชล บาเชเลต (Michelle Bachelet) ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติแสดงความชื่นชมนักเคลื่อนไหวรุ่นเยาว์ว่า “ฉันเข้าใจความสิ้นหวังและความโกรธของคนหนุ่มสาว และผู้ที่มีอายุมากกว่าหลายคนก็รู้สึกเช่นกัน เราทุกคนรู้ข้อเท็จจริงและมีการลงมือทำจริง ๆ น้อยเกินไป เด็กและเยาวชนมีสิทธิ์เข้าร่วม เราจำเป็นต้องใช้หลักการของความยุติธรรมระหว่างกันตามที่ความข้อตกลงปารีสกำหนดไว้” (5)
ในบรรดาคนรุ่นใหม่ที่แสดงบทบาทสำคัญระหว่างการประชุม COP 25 เช่น โตมัส กัสติลโย (Tomás Castillo) โฆษกของขบวนการ Fridays for Future ซึ่งเป็นกลุ่มนัดหยุดเรียนของเยาวชนเพื่อแสดงเจตจำนงเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาโลกร้อน กัสติลโย แถลงในที่ประชุมคู่ขนานโดยแสดงความผิดหวังต่อการประชุม COP 25 ว่าล้มเหลว ส่วนผู้แทนเยาวชนที่ได้รับเชิญเข้าไปสังเกตการณ์การประชุมจริง ๆ ก็กล่าวว่า การเจรจาเป็นไปอย่างเชื่องช้า ทำให้เชื่อว่าอาจจะไม่มีข้อตกลงจริง ๆ จัง ๆ และอาจจะทำให้การลงมือปฏิบัติตามความตกลงปารีสต้องล่าช้าออกไป (6)
ลีอา ลาร์โด (Lea Ilardo) นักเรียนชาวแคนาดาที่ได้รับเชิญในฐานะตัวแทนของเยาวชนแคนาดาให้ขึ้นเวทีแถลงข่าวในการประชุม COP 25 โดยเธออ่านจดหมายเปิดผนึกจากขบวนการ Climate Strike Canada ที่เรียกร้องให้ผู้นำมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยมลพิษลงในปี 2573 ถึง 60% แทนที่จะเป็น 30% หรือต่ำกว่าระดับเมื่อปี 2548 และบอกกับผู้นำโลกให้มีความกล้าหาญที่จะตัดสินใจ เพราะ "คุณเป็นคนสุดท้ายที่อยู่ในสถานะที่มีอำนาจมากพอที่จะทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงหายนะที่เกิดขึ้นทั่วโลกได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน” (7)
นี่คือความเคลื่อนไหวของเยาวชนที่เป็นเสียงสะท้อนระหว่างการประชุม COP25 ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่าหลังจบเวทีนี้ไปแล้วพวกเขาจะเดินหน้าเรียกร้องต่อไปอย่างไร
#คุณภาพสิ่งแวดล้อมคือคุณภาพชีวิต
#COP25Chile
#ClimateAction
#TimeForAction
อ้างอิง