หน้าหลัก >> Knowledge >> United Nations Framework Convention on Climate Change >> จำนวนผู้เข้าชม: 16,199 การลดก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำคัญต่อโลกและประเทศไทยอย่างไร

คลังความรู้ United Nations Framework Convention on Climate Change : การลดก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำคัญต่อโลกและประเทศไทยอย่างไร

 

การลดก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำคัญต่อโลกและประเทศไทยอย่างไร

- ความสำคัญของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

               ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สืบเนื่องจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในระดับโลกอันมีสาเหตุมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วในช่วงหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม เป็นตัวเร่งสำคัญที่ก่อให้เกิดการสั่งสมของปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ และทำให้ปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจก และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นสถานการณ์ปัญหาที่สำคัญระดับโลก แต่ส่งผลกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาเช่นประเทศไทยเป็นอย่างมากในสองส่วนหลักๆ กล่าวคือ ประเทศไทยต้องเผชิญและรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรวมถึง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของฤดูกาล การเกิดภัยพิบัติที่รุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบและการแพร่กระจายของเชื้อโรคและพาหะนำโรค นำมาซึ่งการเกิดโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ เป็นต้น ทั้งนี้ ประเทศไทย ในฐานะที่เป็นประเทศเกษตรกรรมและมีรูปแบบการพัฒนาที่ต้องพึ่งพิงความอุดมสมบูรณ์ของฐานทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงนับเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ การขจัดปัญหาความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น รวมถึงการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ ความสมบูรณ์ของฐานทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี ในขณะเดียวกัน ปัญหาอีกส่วนหนึ่งที่ประเทศไทยต้องเผชิญ คือการเพิ่มขึ้นของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากรูปแบบของการพัฒนาประเทศที่จำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก และจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของพื้นที่เมือง เป็นต้น ซึ่งหากประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ยังคงไว้ซึ่งรูปแบบการพัฒนาดังกล่าว ย่อมจะส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่างๆ ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในอนาคต และทำให้การปรับตัวและรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตทำได้ยากยิ่งขึ่นไปอีก นอกจากนี้ การที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ทวีความสำคัญ ทำให้นานาชาติมีความร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ประเทศไทยจึงอาจต้องเผชิญกับความกดดัน ทั้งในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้ต้องมีภาระรับผิดชอบเพิ่มขึ้นในการร่วมแก้ไขปัญหา และจากประเทศคู่ค้าต่างๆ ที่มีศักยภาพ เทคโนโลยี และการจัดการกระบวนการผลิตสินค้าและบริการที่ดีกว่า ซึ่งเริ่มนำประเด็นดังกล่าวมาเป็นข้อกำหนดหรือข้อบังคับทางการค้าลักษณะต่างๆ เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเที่ยวบินที่บินเข้าน่านฟ้าของสหภาพยุโรป การบังคับให้ติดฉลากรอยเท้าคาร์บอน (carbon footprint) เป็นต้น โดยประเทศไทยซึ่งมีฐานเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาการส่งออก ย่อมได้รับผลกระทบหรือมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องผลักดันให้เกิดความร่วมมือกันในระดับโลก ซึ่งประเทศไทยก็ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการร่วมกับประชาคมโลกในเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง จึงได้ให้สัตยาบันเข้าเป็นรัฐภาคีภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climage Change: UNFCCC) และพิธีสารเกียวโต (The Kyoto Protocol: KP) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ และ พ.ศ. ๒๕๔๕ ตามลำดับ และได้เข้าร่วมประชุมหารือกรอบความร่วมมือระดับโลกในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง

- สาระของการเจรจาภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

          วัตถุประสงค์สูงสุดของกรอบอนุสัญญาฯ ได้แก่ การรักษาความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศให้คงที่อยู่ในระดับซึ่งไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศของโลก และอยู่ในระดับที่ระบบนิเวศสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้เองตามธรรมชาติ เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อระบบการผลิตอาหารและให้การพัฒนาเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กรอบอนุสัญญาฯ ได้กำหนดพันธกรณีแก่ประเทศภาคี โดยใช้หลักการ “ความรับผิดชอบร่วมกันที่แตกต่าง” หรือ “common but differentiated responsibilities” โดยจำแนกประเทศภาคีเป็น ๓ กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มภาคผนวกที่ ๑ คือ ประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากมาก่อน จัดเป็นกลุ่มที่มีต้องมีพันธกรณีที่เป็นรูปธรรมในการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น มีเป้าหมายการลด กลุ่มภาคผนวกที่ ๒ คือ ประเทศพัฒนาแล้วตามภาคผนวกที่ ๑ แต่ไม่รวมประเทศที่มีการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ (จากสังคมนิยมเป็นทุนนิยม) โดยกลุ่มนี้ จัดเป็นกลุ่มที่ต้องให้การสนับสนุนทางการเงิน การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างศักยภาพ ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาในการลดก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกลุ่มนอกภาคผนวกที่ ๑ คือ ประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้น ตั้งแต่การให้สัตยาบันเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มนอกภาคผนวกที่ ๑ ซึ่งไม่มีพันธกรณีที่จะต้องตั้งเป้าหมายการลด แต่มีพันธกรณีในการ (๑) จัดทำและปรับปรุงบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวให้ประเทศภาคีอนุสัญญาฯ ทราบ (๒) จัดทำแผนของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (๓) ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกรายสาขา ซึ่งรวมถึง พลังงาน คมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรม เกษตร ป่าไม้ และการจัดการของเสีย (๔) สนับสนุนการอนุรักษ์แหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ได้แก่ ป่าไม้ ชีวมวล และระบบนิเวศ ทั้งบนบก ชายฝั่ง และทางทะเล (๕) ประสานความร่วมมือเพื่อรับมือและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (๖) คำนึงถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการกำหนดนโยบายและแผนด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม (๗) ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้อง (๘) ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงวิชาการ เชิงเศรษฐสังคม และเชิงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (๙) ส่งเสริมความร่วมมือในการให้การศึกษา การฝึกอบรม และการสร้างความตระหนักแก่สาธารณชน ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (๑๐) จัดทำรายงานแห่งชาติ ครอบคลุมข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจก สถานการณ์และการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ เผยแพร่ให้แก่ประเทศภาคีทราบ โดยประเทศในกลุ่มนอกภาคผนวกที่ ๑ จะได้รับการสนับสนุนทางการเงินในการจัดทำรายงานแห่งชาติดังกล่าว การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นการประชุมที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งตามปกติจะจัดปีละ ๒ ครั้ง โดยในช่วงกลางปีจะจัดประชุมองค์กรย่อยภายใต้อนุสัญญาฯ ได้แก่ องค์กรย่อยเกี่ยวกับข้อเสนอแนะเชิงวิทยาศาสตร์และเทคนิค (Subsidiary Body for Scientific and Technological Advice: SBSTA) และ องค์กรย่อยเกี่ยวกับการดำเนินงาน (Subsidiary Body for Implementation: SBI) และช่วงปลายปีจะจัดประชุมองค์กรย่อยดังกล่าว ควบคู่ไปกับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Conference of the Parties: COP)

          พิธีสารเกียวโตเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมายซึ่งอยู่ภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ มีวัตถุประสงค์หลัก คือ การกำหนดพันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจก โดยกำหนดเป็นตัวเลขเป้าหมายการลดในภาพรวมและเป้าหมายรายประเทศสำหรับกลุ่มภาคผนวกที่ ๑ และกำหนดระยะพันธกรณี (ระยะเวลาเป้าหมาย) โดยในระยะพันธกรณีที่ ๑ (First Commitment Period) คือ ภายในช่วงปี ค.ศ. ๒๐๐๘-๒๐๑๒ (พ.ศ. ๒๕๕๑-๒๕๕๕) ประเทศกลุ่มภาคผนวกที่ ๑ มีเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกโดยรวมให้ได้ ร้อยละ ๕ จากระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของปี ค.ศ. ๑๙๙๐ (พ.ศ. ๒๕๓๓) นอกจากนี้ พิธีสารเกียวโตยังได้กำหนดกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศไว้ ๓ รูปแบบ เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ได้แก่ (๑) กลไกการซื้อขายหน่วยก๊าซเรือนกระจก หรือ คาร์บอนเครดิต ระหว่างประเทศกลุ่มภาคผนวกที่ ๑ ด้วยกันเอง (Emission Trading) (๒) การลงทุนดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกร่วมกันระหว่างประเทศกลุ่มภาคผนวกที่ ๑ ด้วยกันเอง (Joint Implementation) และ (๓) การลงทุนดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกร่วมกันระหว่างประเทศในและนอกกลุ่มภาคผนวกที่ ๑ หรือที่เรียกว่า กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโต เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๕ การให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโตส่งผลให้ประเทศไทยสามารถร่วมดำเนินกลไก CDM กับประเทศกลุ่มภาคผนวกที่ ๑ ได้ การประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโตจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจัดควบคู่กับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ ในช่วงปลายปี จากการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ ๘ เมื่อเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. ๒๐๑๒ (พ.ศ. ๒๕๕๕) ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ ประเทศภาคีพิธีสารฯ ได้มีมติ (ข้อตัดสินใจที่ 1/CMP.8) แก้ไขพิธีสาร โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ (๑) กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกโดยรวมของประเทศกลุ่มภาคผนวกที่ ๑ เป็นร้อยละ ๑๘ จากระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี ค.ศ. ๑๙๙๐ (พ.ศ. ๒๕๓๓) ภายในระยะพันธกรณีที่ ๒ ได้แก่ ช่วงปี ค.ศ. ๒๐๑๓-๒๐๒๐ (พ.ศ. ๒๕๕๖-๒๕๖๓) (๒) เพิ่มเติมประเภทก๊าซเรือนกระจกให้ครอบคลุมก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) สำหรับประเทศไทย ในฐานะที่เป็นประเทศนอกกลุ่มภาคผนวกที่ ๑ จึงยังไม่มีพันธกรณีในรูปแบบของเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกทั้งในระยะพันธกรณีที่ ๑ และ ๒ (จนถึงปลายปี ค.ศ. ๒๐๒๐ หรือ พ.ศ. ๒๕๖๓) พิธีสารเกียวโตถือเป็นกลไกความร่วมมือระดับโลกในการกำหนดเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมในการลดก๊าซเรือนกระจก โดยกำหนดเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือดังกล่าวยังคงมีข้อจำกัดบางประการที่ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเต็มที่ ซึ่งข้อจำกัดหลัก ได้แก่การที่พิธีสารเกียวโตครอบคลุมการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศจำนวนหนึ่งเท่านั้น การเจรจาในรอบโคเปนเฮเกน คือการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาฯ สมัยที่ ๑๕ (๒๐๐๙) เป็นการประชุมครั้งที่มีความสำคัญ โดยสาเหตุที่ทำให้การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญมากก็เนื่องมาจากการประชุมครั้งดังกล่าวเป็นครั้งที่ครบกำหนดเวลาที่รัฐภาคีจะต้องหาข้อสรุปเกี่ยวกับความร่วมมือระยะยาวของประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้ได้ ตามที่กำหนดในข้อมติจากการประชุมรัฐภาคีฯ สมัยที่ ๑๓ (๒๐๐๗) ณ เกาะบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งได้กำหนดกรอบการเจรจาที่เรียกว่า Bali Action Plan (BAP) โดยแบ่งการเจรจาออกเป็น ๒ ส่วน ได้แก่ คณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยความร่วมมือระยะยาวภายใต้อนุสัญญา (Ad Hoc Working Group on Long-term Cooperation Action under the Convention: AWG-LCA) และการเจรจาของคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยพันธกรณีต่อเนื่องสำหรับประเทศในภาคผนวกที่ ๑ ภายใต้พิธีสารเกียวโต (Ad Hoc Working Group on Further Commitment for Annex I Parties under the Kyoto Protocol: AWG-KP) ในส่วนของการประชุม AWG-LCA เป็นการหารือกรอบความร่วมมือในระยะยาวที่ต้องการให้ทุกประเทศมีส่วนร่วม เป็นความพยายามในการลดข้อจำกัดของพิธีสารเกียวโตที่ไม่สามารถกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรมให้กับประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ส่วนการประชุม AWG-KP เป็นกรอบหารือระยะพันธกรณีที่ ๒ ซึ่งกลุ่มประเทศภาคผนวกที่ ๑ ที่เป็นภาคีของพิธีสารเกียวโตต้องร่วมกันกำหนดเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม โดยเอกสารการประชุมที่ประเทศจะต้องหารือให้ได้ข้อสรุปเป็นข้อตัดสินใจในการประชุมรัฐภาคีสมัยที่ ๑๕ นั้น มีความยาวถึงกว่า ๓๐๐ หน้า การประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกนนั้นจึงเป็นการประชุมที่มีแรงกดดันอย่างมหาศาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้เพราะนอกจากเอกสารการประชุมที่มีท่าทีของประเทศในประเด็นต่างๆ ที่แตกต่างและหลากหลายแล้ว รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรเดนมาร์กซึ่งเป็นประเทศเจ้าภาพได้ตัดสินใจที่จะยกระดับการประชุมรัฐภาคีสมัยที่ ๑๕ ให้เป็นระดับ summit กล่าวคือ เป็นระดับผู้นำรัฐบาล โดยคาดหวังว่าแรงกดดันจากเวทีในระดับผู้นำจะส่งผลให้ประเทศต่างๆ เร่งรัดการหารือข้อสรุปให้ได้ อย่างไรก็ดี การสร้างแรงกดดันดังกล่าวกลับส่งผลให้เกิดการจำกัดการหารือเฉพาะวงเล็กๆ จนได้เป็นข้อสรุปที่เรียกว่า Copenhagen Accord อย่างไรก็ดี เนื่องจากประเทศอื่นๆ หลายประเทศไม่ได้มีส่วนร่วมในการหารือร่างเอกสารดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการทักท้วงเรื่องความไม่โปร่งใสของกระบวนการเจรจา จนกระทั่งเป็นเหตุให้ไม่สามารถเห็นชอบกับข้อตัดสินใจดังกล่าวได้ การเจรจาที่กรุงโคเปนเฮเกนถือเป็นจุดเปลี่ยนและพื้นฐานสำคัญของการเจรจาในรอบถัดมา อย่างน้อยใน ๔ ประเด็น ได้แก่ ๑. เรื่องการให้ประเทศเสนอเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกในลักษณะ bottom up approach ซึ่งแต่เดิมการกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกในระยะพันธกรณีของพิธีสารเกียวโตจะเป็นการตกลงเป้าหมายร่วมกันก่อนแล้วจึงให้แต่ละประเทศนำเสนอปริมาณการลดที่สอดคล้องกับเป้าหมายที่กำหนด (top-down approach) แต่ใน Copenhagen Accord ได้กำหนดให้ประเทศเป็นผู้เสนอเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมสำหรับแต่ละประเทศเอง และเป็นเวทีให้ประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วมในพิธีสารเกียวโต เช่น สหรัฐอเมริกา สามารถนำเสนอเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่เป็นรูปธรรมได้ ๒. เรื่องการสร้างการมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกจากกลุ่มประเทศนอกภาคผนวกที่ ๑ โดยกำหนดให้ประเทศดังกล่าวส่งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ดำเนินการอย่างสมัครใจ ซึ่งเป็นที่มาของการนำเสนอ Nationally Appropriate Mitigation Actions (NAMAs) ๓. สร้างพื้นฐานในการกำหนดเป้าหมายการรักษาไม่ให้อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นเกิน ๒ องศาเซลเซียส และ ๔. เรื่องการกำหนดเป้าหมายด้านการสนับสนุนทางการเงินและสร้างพื้นฐานในการจัดตั้งกลไกสนับสนุนทางการเงินใหม่ของอนุสัญญาฯ ได้แก่ Green Climate Fund และกลไกสนับสนุนเรื่องเทคโนโลยี
          ต่อมา โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP) ได้จัดทำรายงานวิเคราะห์เป้าหมายที่ประเทศต่างๆ นำเสนอว่าเพียงพอหรือไม่ที่จะรักษาไม่ให้อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลก ณ ปลายศตวรรษ (ก่อน ค.ศ. ๒๑๐๐) เพิ่มขึ้นเกิน ๒ องศาเซลเซียส ซึ่งได้สรุปผลการวิเคราะห์ว่ายังไม่เพียงพอในการประชุมรัฐภาคีสมัยที่ ๑๗ ภาคีจึงได้พยายามตั้งกระบวนการในการเจรจาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เรียกว่า ADP (Ad Hoc Working Group on the Durban Platform for Enhanced Action) เพื่อเป็นเวทีของประเทศภาคีในการหารือเพื่อให้เกิด พิธีสาร หรือ ตราสารกฎหมาย หรือ ข้อตกลงที่มีผลทางกฎหมาย ภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ซึ่งมีผลผูกพันต่อทุกภาคี โดยกำหนดระยะเวลาการทำงานของ ADP ให้หาข้อสรุปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และไม่ล่าช้าไปกว่าปี ค.ศ. ๒๐๑๕ เพื่อจะให้เกิดการประกาศใช้ข้อตกลงในรูปแบบของ พิธีสาร หรือ ตราสารกฎหมาย หรือ ข้อตกลงที่มีผลทางกฎหมาย ให้ได้ภายในการประชุมรัฐภาคีฯ สมัยที่ ๒๑ และเพื่อให้ข้อตกลงนั้นมีผลบังคับใช้และสามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในปี ค.ศ. ๒๐๒๐ โดยข้อตกลงใหม่นี้ จะเป็นความร่วมมือที่จะแทนที่พิธีสารเกียวโต โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดข้อตกลงที่ทุกภาคีมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การเจรจาในกรอบ ADP แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ได้แก่ ส่วน Workstream 1 ซึ่งจะหารือกันในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงใหม่ โดยกำหนดให้ภาคีเห็นชอบต่อ negotiating text หรือ ร่างเอกสารที่จะเป็นพื้นฐานของการเจรจาข้อตกลงใหม่ดังกล่าวภายใน เดือนพฤษภาคม ๒๐๑๕ และให้มีข้อสรุปเกี่ยวกับข้อตกลงใหม่ ภายในปลายปี ค.ศ. ๒๐๑๕ โดยข้อตกลงนั้นจะมีผลบังคับใช้และสามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในปี ค.ศ. ๒๐๒๐ และส่วน Workstream 2 ซึ่งจะหารือกันในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับการดำเนินงานก่อนปี ค.ศ. ๒๐๒๐ โดยพยายามยกระดับการดำเนินงานเพื่อให้เพียงพอต่อการรักษาไม่ให้อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลก ณ ปลายศตวรรษ (ก่อน ค.ศ. ๒๑๐๐) เพิ่มขึ้นเกิน ๒ องศาเซลเซียส