หน้าหลัก >> Knowledge >> United Nations Framework Convention on Climate Change >> จำนวนผู้เข้าชม: 15,428 ความสำคัญของ COP21 และบทบาทของไทยที่จำเป็นต้องไปเข้าร่วมประชุมและแสดงท่าทีในฐานะประเทศสมาชิก

คลังความรู้ United Nations Framework Convention on Climate Change : ความสำคัญของ COP21 และบทบาทของไทยที่จำเป็นต้องไปเข้าร่วมประชุมและแสดงท่าทีในฐานะประเทศสมาชิก

 

ความสำคัญของ COP21 และบทบาทของไทยที่จำเป็นต้องไปเข้าร่วมประชุมและแสดงท่าทีในฐานะประเทศสมาชิก

          การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๒๑ หรือ COP21 มีความสำคัญ คือ เป็นการประชุมที่ครบกำหนดที่ภาคีจะต้องตกลงกันให้ได้มาซึ่ง ข้อตกลงใหม่ที่จะมาแทนที่พิธีสารเกียวโต ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลผูกพันกับทุกภาคีและมีผลบังคับใช้และสามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในปี ค.ศ. ๒๐๒๐ ประเด็นความร่วมมือที่มีการหารือกันในการกำหนดข้อตกลงใหม่ ได้แก่ เรื่องการลดก๊าซเรือนกระจก เรื่องการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรื่องการสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาในการดำเนินงาน เรื่องการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องสู่ประเทศกำลังพัฒนา เรื่องการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศกำลังพัฒนา เรื่องการสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานและการให้การสนับสนุน เป็นต้น ซึ่งในแต่ละเรื่อง ก็มีประเด็นย่อยที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของหลายภาคส่วน เช่น ภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้แก่ พลังงาน คมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรม เกษตร การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและป่าไม้ การจัดการของเสีย เป็นต้น รวมถึงภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ เกษตร ทรัพยากรธรรมชาติ สาธารณสุข การจัดการภัยธรรมชาติ เป็นต้น ในการกำหนดความร่วมมือเหล่านี้ ประเทศไทย ในฐานะภาคีสมาชิกของกรอบอนุสัญญาฯ จำเป็นต้องมีส่วนในการเข้าร่วมประชุมหารือกับภาคีสมาชิกอื่นๆ ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา เพื่อกำหนดความร่วมมือที่มีความสอดคล้องและเป็นประโยชน์กับการดำเนินงานของประเทศในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ การประชุม COP21 ประเทศภาคีจะหารือกันถึงกรอบความร่วมมือระยะยาวในเรื่องเหล่านี้ สำหรับการดำเนินงานก่อนปี ค.ศ. ๒๐๒๐ และหลังปี ค.ศ. ๒๐๒๐ รวมถึงการหารือเกี่ยวกับการดำเนินงานภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ในปัจจุบัน นอกจากนี้ การประชุมฯ เป็นโอกาสที่จะสามารถนำเสนอการดำเนินงานของประเทศ ถ่ายทอดประสบการณ์ที่ประเทศอื่นๆ จะสามารถเรียนรู้และต่อยอดความร่วมมือระหว่างกันได้ เช่น การนำเสนอแนวคิดและแนวทางการดำเนินงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในสาขาต่างๆ เป็นต้น 

          ในการประชุมรัฐภาคี สมัยที่ ๑๙ มีข้อตัดสินใจเชิญชวนให้ประเทศภาคี ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาเตรียมการเกี่ยวกับการเสนอ Intended Nationally Determined Contributions (INDCs) หรือการแสดงความตั้งใจของประเทศที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการกำหนดข้อตกลงใหม่ โดยขอให้ประเทศเสนอข้อมูลดังกล่าวแต่เนิ่นๆ ก่อนการประชุมรัฐภาคี สมัยที่ ๒๑ (เช่น ภายในไตรมาสแรกของปี ค.ศ. ๒๐๑๕ สำหรับประเทศที่พร้อม) โดยข้อมูลที่นำเสนอควรจะมีความชัดเจน โปร่งใส และเข้าใจได้ง่าย สำหรับประเทศไทย โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีการเตรียมความพร้อมและจัดทำ INDC ของประเทศ โดยนำเสนอว่า ประเทศไทยมีความตั้งใจที่จะลดก๊าซเรือนกระจก ร้อยละ ๒๐ จากกรณีปกติในปี ค.ศ. ๒๐๓๐ ซึ่งอาจจะสามารถลดได้ถึงร้อยละ ๒๕ หากได้รับการสนับสนุนทางการเงิน การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพ อย่างเพียงพอ และได้จัดส่งเป้าหมายดังกล่าวให้แก่สำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯ อย่างเป็นทางการเรียบร้อย ตามข้อสั่งการจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๘ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ประกาศเป้าหมายดังกล่าวในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ ๗๐ ณ นครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมาเช่นกัน ดังนั้น ในการประชุม COP21 ที่จะกำหนดความร่วมมือในข้อตกลงใหม่ ประเทศไทยจะต้องร่วมผลักดันประเด็นความร่วมมือที่จะส่งเสริมการดำเนินงานดังกล่าวให้สามารถบรรลุเป้าหมาย รวมถึงส่งเสริมการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ โดยข้อตกลงใหม่ควรเป็นกรอบความร่วมมือที่ประเทศภาคีจะดำเนินงานร่วมกัน บนหลักการที่สำคัญของกรอบอนุสัญญาฯ เช่น ความรับผิดชอบร่วมกันที่แตกต่าง ความรับผิดชอบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีต การคำนึงถึงศักยภาพความพร้อมของประเทศ การพัฒนาที่ยั่งยืน และความเป็นธรรม เป็นต้น